เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์บ้านเราได้เผยแพร่ภาพและข่าวชวนสลดหดหู่ให้แก่ชาวพุทธไทยอีกแล้ว โดยได้ตีพิมพ์ภาพพระพุทธรูปที่ชวนให้เข้าใจผิดว่ากำลังร่วมประเวณีกับสตรี เป็นภาพนำมาจาก นสพ. เกาหลี ที่ประชาสัมพันธ์งานแสดงศิลปะของพิพิธภัณฑ์ เอเชีย อีรอส มิวเซียม (Asia Eros Museum) รวบรวมผลงานศิลปะ ภาพวาด รูปปั้น หนังสือ ฯลฯ ่เกี่ยวกับการร่วมประเวณี เพื่อเก็บเงินหารายได้จากประชาชน
เนื่องจากลักษณะภาพพระพุทธรูปดังกล่าวอาจจะดูคล้ายศิลปะของพุทธศาสนานิกาย เถรวาท จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่เมื่อได้เห็นภาพนี้จึงรู้สึกสลดใจ เพราะเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมสำหรับชาวพุทธนิกายเถรวาท แม้ว่าศิลปินจะไม่มีเจตนาดูหมิ่นลบหลู่ เนื่องจากตั้งใจที่จะแสดงนัยยะให้ผู้ชมได้เข้าถึงธรรมะตามแนวทางของพุทธ ศาสนานิกายวัชรยานของธิเบตก็ตาม
สื่อมวลชนควรทำความเข้าใจเรื่องการเผยแพร่ข่าวสาร โดยอาศัยหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ที่สอนให้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะทำการสื่อสารกับผู้อ่านว่า
1.ข้อมูลที่ต้องการที่จะเผยแพร่นั้นเป็นความจริงหรือเปล่า บิดเบือน หรือ ผิดพลาดหรือไม่
2.ข้อมูลนั้น ๆ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับข่าวสารหรือไม่
3. เสนอข้อมูลอย่างไรจึงจะเหมาะสม มีกาละเทศะ
ถ้าไม่คำนึงถึงหลักการสามประการข้างต้น การนำเสนอข้อมูลอาจจะทำให้ประชาชนผู้รับข่าวสารได้รับโทษมากกว่าได้รับ ประโยชน์ เช่น การลงข่าวเกี่ยวกับพระภิกษุที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย ถ้าสื่อสารไม่ดี ผลที่เกิดขึ้นก็คือ แทนที่จะทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัว คิดที่จะร่วมมือกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนา กลับกลายเป็นทำให้ประชาชนเกิดความสลดหดหู่ ท้อใจ โกรธ หรือ เสียใจ ซึ่งถือว่าเป็นการก่ออกุศลกรรมแก่มหาชน เป็นบาปกรรมอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อภาพพระพุทธรูปนี้ก็ได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศแล้ว budpage จึงขอเสนอให้ชาวพุทธนำภาพนี้มาพิจารณา ให้เป็นกุศโลบายที่อาจจะช่วยน้อมนำจิตใจของพวกเราให้เข้าถึงธรรมะ เพื่อให้เกิดความสดชื่น ความร่าเริงในธรรม ได้ไม่มากก็น้อย
เริ่มต้นจากให้สังเกตที่พระพักตร์ของพระพุทธองค์ จะเห็นว่าท่านทรงวางเฉยต่อสัญลักษณ์แห่งกิเลสตัณหาที่กำลังรุกเร้าอย่างรุนแรง ตรงนี้จะทำให้เราพอที่จะเข้าใจว่าพระพุทธองค์ทรงมีจิตใจที่มั่นคงด้วยสมาธิและ เปี่ยมล้นด้วยปัญญาเพียงไร เพราะจะเห็นได้ว่ากิเลสตัณหาไม่สามารถทำให้จิตใจของพระพุทธองค์หวั่นไหวได้เลย
พวกเราชาวพุทธยุคไอที เมื่อได้พบกับสิ่งกระตุ้นเร้ากามารมณ์ทางหูตาทางอินเทอร์เน็ต หรือ ตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วเกิดจิตใจหวั่นไหว ขอให้นึกถึงพระพุทธรูปภาพนี้ โดยให้พิจารณาว่า ปรกติสัมผัสทางเนื้อหนังนั้น ท่านถือว่าเป็นสัมผัสที่กระตุ้นกามารมณ์ได้รุนแรงกว่าสัมผัสทางหูตามากมายนัก แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรพระพุทธองค์ได้
ดังนั้นพวกเรา ในฐานะเป็นชาวพุทธจึงควรที่จะเจริญรอยตามพระพุทธองค์ คือ ไม่หวั่นไหวในสิ่งยั่วยุกามารมณ์ ที่ผ่านเข้ามาทางหูตาตลอดเวลา มากมายนับไม่ถ้วน (สื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นสื่อยั่วยุทางกามารมณ์ด้วยเช่นกัน เพราะ คำว่า "กามสุข" ในทางพุทธธรรมมีความหมายครอบคลุมถึง "ความสุขทางวัตถุ "ทุกชนิด) เพื่อที่พวกเราจะรอดพ้นจากบ่วงของมัจจุราช เหมือนดังเช่นพระพุทธองค์ที่เป็นผู้กระทำตนเป็นแบบอย่าง คือ ทรงตรัสรู้ เข้าถึงนิพพานได้ด้วยความเพียร สติ สมาธิ และ ปัญญา โดยพระองค์เอง ได้พบกับอิสรภาพอย่างแท้จริง คือ พ้นจากความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปตลอดกาลนาน (ผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามคุณ ย่อมตกอยู่ในสังสารวัฎ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย)
ที่มา budpage.com